ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
พฤศจิกายน 24, 2014, 10:49:21 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
111 กระทู้ ใน 106 หัวข้อ โดย 8 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: maytinee teabrat
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
พุทธรักษาสมุนไพร  |  พุทธรักษาสมุนไพร  |  สนทนาทั่วไป  |  หัวข้อ: โลหิตจาง « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: โลหิตจาง  (อ่าน 4938 ครั้ง)
admin
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 11


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ตุลาคม 16, 2009, 01:10:55 PM »

โลหิตจาง 


โลหิตจาง เป็นภาวะอย่างหนึ่งไม่ใช่โรคโดยตรง เป็นเครื่องบอกเหตุว่า มีโรคหรือสาเหตุซ่อนอยู่ซึ่งต้องค้นหาดูว่าเป็นอะไร แล้วจึงจะทำการรักษาที่ถูกต้อง โรคที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางพบบ่อยในบ้านเรา แต่คนไม่ค่อยใส่ใจ ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนเป็นมากอาจจะก่อให้เกิดผลเสียได้ ในภาวะโลหิตจางหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ซีด" นั้น ร่างกายจะมีจำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง แต่ละเพศและวัยมีค่านี้แตกต่างกัน เมื่อไรพบว่าค่าต่ำกว่าพิกัดต่ำสุดของประชากรเพศและวัยนั้นก็ถือว่าโลหิตจาง

เลือดจางหรือโลหิตจางเป็นคำที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี เมื่อพบเห็นคนหน้าซีด ๆ ผิวซีด ๆ ไม่มีแรงก็มักจะลงความเห็นกันไว้ก่อนว่าเป็นโลหิตจางหรือเลือดจาง เลือดน้อย ซึ่งเป็นการลงความเห็นโดยอาศัยข้อมูลจากลักษณะที่พบเห็นได้โดยง่ายอาการเตือนที่เข้าข่ายโลหิตจาง อาทิ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม หรือเวียนศีรษะบ่อย จะเห็นว่า อาการดังกล่าวค่อนข้างกว้าง อาจจะเป็นโรคที่เกิดจากระบบอื่นก็ได้ ดังนั้น ถ้ามีอาการ ควรปรึกษาแพทย์ และไปตรวจสุขภาพให้แน่ชัด

สาเหตุของโรคโลหิตจางที่พบบ่อย ได้แก่ โลหิตจางจากภาวะการขาดอาหาร ส่วนมากจะพบในคนไข้ที่รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานได้ แต่ไม่ครบทุกประเภท มักพบบ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ หรือผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ นอกจากนี้เกิดจากการเสียเลือด อาทิ เสียเลือดจากระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากเป็นแผลในกระเพาะอาหาร สังเกตได้จากอุจจาระที่เป็นสีดำ และเหนียวคล้ายยางมะตอย ผู้ที่มีพยาธิปากขออยู่ในลำไส้ หรือสตรีที่เสียเลือดมากผิดปกติจากการมีประจำเดือน



โลหิตจางจากโรคทางพันธุกรรมในบ้านเรามีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยคือโรคธาลัสซีเมียเกิดจากเม็ดเลือดแดงแตกง่ายผิดปกติ ซึ่งโรคนี้สามารถติดต่อได้ทางพันธุกรรม โลหิตจางจากการที่ร่างกายสร้างสารมาทำลายเม็ดเลือดของตัวเอง อาทิ โรคเอส แอล อี โลหิตจางจากปัญหาของมะเร็งเม็ดเลือด โลหิตจางที่เป็นผลจากโรคอื่น เช่น โรคตับ โรคไต สรุปว่า ภาวะโลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางอย่างสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางอย่างทำได้แค่ประคับประคองให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติให้มากที่สุด

ผู้ที่โลหิตจางไม่มากหรือไม่มีโรคหลอดเลือดร่วมด้วยอาจไม่มีอาการก็ได้ อาการจะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโลหิตจางและความเฉียบพลันของการเกิดโรค

1.อาการเหนื่อยง่าย เหนื่อยง่ายหมายถึงรู้สึกเหนื่อยผิดปกติเวลาที่ต้องออกแรง เช่น เคยเดินบันไดได้โดยไม่เหนื่อยแต่กลับเหนื่อย ถ้ามีโลหิตจางรุนแรง แค่เดินในบ้านก็อาจเหนื่อยแล้ว เวลาเหนื่อยอาจมีอาการใจสั่นร่วมด้วย ที่รุนแรงอาการมีอาการของโรคหัวใจวาย คือ เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ เป็นต้น
2.อาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
3.อาการเป็นลม หน้ามืด วิงเวียน
4.อาการทางสมอง เช่น รู้สึกสมองล้า หลงลืมง่าย ขาดสมาธิในการทำงาน เรียนหนังสือไม่ดีเท่าที่ควร นอนไม่หลับ
5.อาการหัวใจขาดเลือด มักพบในคนที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โลหิตจาง ทำให้อาการของหัวใจรุนแรงขึ้น เจ็บหน้าอกง่ายขึ้น
6.อาการขาขาดเลือด พบในคนที่มีโรคหลอดเลือดของขาทำให้ปวดขา เวลาเดินได้ไม่ไกล ต้องหยุดพักบ่อยๆ เวลาเดิน
7.อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร ท้องอืด
สิ่งที่สำคัญ คือ อย่าละเลยอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเนิ่นๆ จะทำให้การรักษาโรคได้ผลดี และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าการรักษาโรคในระยะที่เป็นมาเนิ่นนานแล้ว



หลักการสำคัญในการรักษาโลหิตจาง คือ รักษาที่สาเหตุของโลหิตจาง แนวทางการรักษาประกอบด้วยการรักษาทั่วไป เป็นการบำบัดอาการของโลหิตจาง ระหว่างที่ทำการรักษาโรคสาเหตุของโลหิตจาง เช่น รักษาภาวะหัวใจวาย ลดการออกแรง ให้ออกซิเจน ให้เลือดทดแทน มักให้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาหลอดเลือด ผู้ป่วยอายุมากหรือเสียเลือดมากเฉียบพลันผู้ป่วยเลือดจางเรื้อรังมักไม่จำเป็นต้องให้เลือด แม้ว่าความเข้มข้นของเลือดจะต่ำมากๆ ก็ตาม

ส่วนการรักษาจำเพาะเป็นการรักษาไปที่สาเหตุ กำจัดสาเหตุ (ถ้าทำได้) และให้การรักษาโรคสาเหตุนั้นๆ เช่น ถ้าพบว่าเลือดจางเพราะพยาธิปากขอ ก็ให้ยากำจัดพยาธิและให้ยาที่มีธาตุเหล็กควบคู่กันไป เมื่อระดับความเข้มข้นของเลือดกลับสู่ระดับปกติแล้ว ควรให้ยาเสริมธาตุเหล็กต่อไปอีก 3 เดือนจึงจะเพียงพอ

คัดจาก ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

น.พ.วรวุฒิ เจริญศิริ- 13 พ.ค.2552
 
บันทึกการเข้า
admin
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 11


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2009, 01:16:00 PM »

สมุนไพร-ผักกูด

ผักกูดเป็นผักพื้นบ้าน สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ อย่างเช่น ใบอ่อน และช่ออ่อน นำมาแกงได้ แกงกับปลาสด แกงแคร่วมกับผักชนิดต่างๆ และนำมาลวกหรือสดก็ได้นำมา เพื่อรับประทานเป็นผักจิ้มร่วมกับน้ำพริกแดง น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู หรือแม้กระทั่ง น้ำพริกถั่ว (น้ำพริกเจ) และอีกมากมาย แล้วแต่บางคนจะดัดแปลงเป็นเมนูอะไร แต่ตอนนี้ตามร้านอาหารดังๆ ยังมีเมนู ยำผักกูด ให้สั่งมารับประทานอีกด้วยค่ะ

ผักกูด (ผักสมุนไพร)



ชี่อท้องถิ่น : ผักกูดขาว(เชียงใหม่) ผักกูด (กลาง)

ลักษณะ : ต้น เป็นไม้จำพวกเฟิร์น เป็นเหง้าตั้งตรง สูงมากกว่า 1 เมตร มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้มขอบดำ ขอบเกล็ดหยักซี่ฟัน ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น แผ่นใบมีขนาดต่างกัน มักยาวกว่า 1เมตร ก้านใบยาว70 ซ.ม. กลุ่มใบย่อยคู่ล่าง มักลดขนาด ปลายเรียวแหลมโคนรูปกึ่งหัวใจ หรือรูปติ่งหู ขอบหยักเว้าลึกเป็นแฉก เกือบกึ่งเส้นกลาง ใบย่อย แฉกปลายมน ขอบหยักซี่ฟันแผ่นใบบาง กลุ่มอับสปอร์อยู่ตามความยาวของเส้นใบย่อย มักเชื่อมกับกลุ่มอับสปอร์ ที่อยู่ในแฉกติดกันซึ้งมีเส้นใบมาสานกัน จะขยายพันธุ์ด้วยสปอร์และเหง้า ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์จะเป็นฤดูฝน
สภาพแวคล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ขึ้นหนาแน่นตามชายป่ามีแดดส่องถึง ตามบริเวณลำธารหรือบริเวณต้นน้ำ ปลูกได้ตามชายคลอง ห้วยหนองต้นจะแห้งเฉาในฤดูแล้ง และแตกหน่อใหม่่ในฤดูฝน ผักกูดชอบความชื้นสูง บริเวณดินแฉะ

สรรพคุณทางยา : ใบ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับปัสสาวะ



สมุนไพร-ผักเป็ดแดง

ผักเป็ดแดง (พืชสมุนไพร)



ชื่ออื่นเรียกกัน : ผักเป็ดฝรั่ง พรมมิแดง ผักโหมแดง

ลักษณะ : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง สูง 10-20 ซม.ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปสีเหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือรูปใบหอกกลับ กว้าง 0.5-1.5 ซม. ยาว 1-5 ซม. สีแดง ดอกช่อ รูปกระบอก หรือทรงกลมออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบรวมสีขาวนวล ผลแห้ง รูปคล้ายโล่ เมล็ดสีน้ำตาล ผักเป็ดใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ดี เช่น หมู เป็ด ไก่ กระต่าย ฯลฯ หรือผสมเป็นอาหารปลา เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูงและย่อยง่าย ผักเป็ดใช้เป็นพืชน้ำประดับ ตู้ปลาได้ เพราะสามารถออกรากในน้ำ เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กเคยเลี้ยงปลากัดในขวด จำได้ว่าใส่ผักเป็ดในขวดปลากัด เพื่อให้ปลาได้อาศัยพักผ่อนและปรับสภาพให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติด้วย สำหรับผักเป็ดแดงนั้น ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ดี เพราะสีสวย ปลูกง่าย ทนทาน โตเร็ว สามารถปลูกได้ทั่วไป

สรรพคุณทางยา : ใช้ทั้งต้นทั้งราก เป็นยาดับพิษโลหิต ฟอกโลหิตประจำเดือน แก้ประจำเดือนขัดข้อง เป็นก้อนดำเหม็น ปวดเมื่อยบั้นเอวและท้องน้อย และบำรุงโลหิตด้วย โดยมากมักทำยาดองเปรี้ยวเค็ม เป็นยาระบายอ่อนๆ ทั้งฟอกและบำรุงโลหิตสตรี และรับประทานเป็นผักช่วยขับน้ำนม ต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้ไข้ ตำพอกรักษาแผล
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
พุทธรักษาสมุนไพร  |  พุทธรักษาสมุนไพร  |  สนทนาทั่วไป  |  หัวข้อ: โลหิตจาง « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.7 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!